เผยแก่นแท้ของคอลเลกชั่น Evolution 9 จากคำกล่าวของคุณ Kiyotaka Sakai ดีไซน์เนอร์

BY GRAND SEIKO

14th April 2022

เผยแก่นแท้ของคอลเลกชั่น Evolution 9 จากคำกล่าวของคุณ Kiyotaka Sakai ดีไซน์เนอร์

BY GRAND SEIKO

10 th May 2022

การออกแบบของนาฬิกา Grand Seiko ซึ่งบรรจุเครื่องคาลิเบอร์ 9SA5 ที่พัฒนาขึ้นใหม่ใน ค.ศ.2020 นั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน แต่แก่นแท้ของนาฬิการุ่นนี้ก็ยังคงสืบทอดมรดกแห่ง Grand Seiko โดยสมบูรณ์ องค์ประกอบการออกแบบของนาฬิกา Grand Seiko ได้รับการจัดระเบียบในลักษณะของรหัสการออกแบบซึ่งก็ถูกผสานรวมอยู่ในรูปแบบ Evolution 9 Style แล้วจุดมุ่งหมายที่ Kiyotaka Sakai (คิโยทากะ ซากาอิ) ผู้สร้างสรรค์ดีไซน์รูปแบบใหม่พยายามจะแฝงไว้ในการออกแบบคืออะไร?

9 องค์ประกอบการออกแบบที่สืบทอดมาจาก 44GS และถูกพัฒนาต่อ

Kiyotaka Sakai นำรหัสดีไซน์แบบใหม่มาสู่ Grand Seiko โดยตั้งแต่เขาเข้าร่วมงานกับบริษัทในปี 2012 Sakai ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบรุ่นสำหรับตลาดต่างประเทศ ทั้งยังมีส่วนร่วมในการออกแบบรุ่นสำหรับตลาดในประเทศญี่ปุ่นด้วย หลังจากออกแบบรุ่น Prospex (พรอสเป็กซ์) ที่เป็นการตีความแบบสมัยใหม่ของนาฬิกาดำน้ำจากปี 1968 ที่เปิดตัวในปี 2018 แล้ว เขาก็ได้สร้างรูปแบบ Grand Seiko Style (แกรนด์ ไซโก สไตล์) ขึ้นมา

Grand Seiko Style ถูกสถาปนาขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1967 ด้วย 44GS องค์ประกอบการออกแบบที่กลั่นมาจากรุ่นนั้นถูกหลอมรวมเป็น Grand Seiko Style

44GS ที่เปิดตัวสู่ตลาดในปี 1967 เป็นนาฬิกาที่ได้กำหนดปรัชญาการออกแบบของ Grand Seiko ขึ้นมาซึ่งอันที่จริงแล้ว องค์ประกอบการออกแบบที่รวมอยู่ใน 44GS นั้น ในเวลาต่อมาได้ถูกประมวลมาเป็นรูปแบบ Grand Seiko Style ซึ่งเป็นลักษณะที่ให้คำจำกัดความที่ชัดเจนกับการออกแบบของ Grand Seiko โดยในบรรดาผู้ผลิตนาฬิกาที่มีอยู่มากมายในโลกนั้น Grand Seiko อาจเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวที่ทำการรวบรวมรหัสการออกแบบของตนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

รหัสการออกแบบรูปแบบใหม่ที่ Grand Seiko นำมาใช้กับคอลเลกชั่น Evolution 9 เป็นเวอร์ชั่นปรับปรุงของรูปแบบ Grand Seiko Style ธีมหลักของรหัสการออกแบบนี้ คือ อิสรภาพจากข้อจำกัดของเวลา โดยผู้ที่ได้รับการมอบหมายให้ออกแบบคอลเลกชั่นนี้ขึ้นมาก็คือ Kiyotaka Sakai

ใช้เวลาราว 2 ปี ในการออกแบบดีไซน์ใหม่ Evolution 9 Style ให้มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น

Sakai เล่าถึงวันที่เขาได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคาลิเบอร์ใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับ Grand Seiko ในเดือนพฤศจิกายน 2018 ให้ฟังว่า “ผมรู้สึกว่านาฬิการุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องระดับสุดยอดเช่นนั้นจะต้องได้รับการออกแบบที่สามารถรวบรวมแก่นแท้ขององค์ประกอบทั้งหมดไว้ในตัวได้” ดีไซน์ใดที่จะเหมาะสมกับนาฬิกาที่ใช้เครื่อง คาลิเบอร์ 9SA5 ซึ่งเป็นเครื่องอัตโนมัติคาลิเบอร์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพแสนโดดเด่น และจุดเริ่มต้นของ Sakai ก็คือ การตั้งคำถามว่า “ตั้งแต่เริ่มแรกนั้น Grand Seiko เป็นนาฬิกาประเภทใด?”

ผลลัพธ์ก็คือ งานออกแบบของเขาสำหรับรุ่น SLGH005 หรือที่รู้จักกันในนาม “White Birch” ซึ่งรวมองค์ประกอบการออกแบบไว้ 9 ประการด้วยกัน รูปทรงของ SLGH005 ได้ถูกกลั่นออกมาในรูปแบบของรหัสการออกแบบซึ่งต่อมาได้ถูกรวมเข้าเป็น Grand Seiko Evolution 9 Style ดีไซน์แบบใหม่นี้มีหลักการสำคัญอยู่ 3 ประการ ได้แก่ วิวัฒนาการของความงดงามและความชัดเจนในการอ่านค่าอันเป็นสิ่งที่ Grand Seiko ใฝ่หามาตลอด ควบคู่ไปกับหลักการใหม่ นั่นก็คือ วิวัฒนาการของความสบายอันเลอเลิศในการสวมใส่

แนวทางที่สมบูรณ์แบบของ Evolution 9 Style ที่ผสานรวมอยู่ในรุ่น “White Birch” ประกอบด้วยวิวัฒนาการ 3 อย่าง

< I. วิวัฒนาการของความงดงาม >

SLGH005 ที่บรรจุด้วยเครื่องอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 9SA5 สามารถกล่าวได้ว่าเป็นที่มาของ Evolution 9 Style พื้นที่อันกว้างขวางของพื้นผิวแนวเส้นละเอียดแบบ แฮร์ไลน์ ช่วยเสริมความโดดเด่นของพื้นผิวดุจกระจกเงาที่อยู่ระหว่างกลาง

SLGA009 ถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่อง Grand Seiko Spring Drive 5 Days (แกรนด์ ไซโก สปริง ไดรฟ์ ไฟว์ เดย์ส) แนวปาดเอียงย้อนกลับที่ด้านข้างของตัวเรือนรูปแบบ Grand Seiko Style ถูกนำมาใช้บนส่วนปลายขาตัวเรือนของ SLGA009 “ผมสร้างแนวปาดเอียงย้อนกลับที่ส่วนปลายขาตัวเรือนเพื่อสร้างความรู้สึกเบาให้กับตัวเรือน” Kiyotaka Sakai ผู้สร้างสรรค์งานออกแบบกล่าว

การไล่ระดับของแนวเส้นละเอียดแบบ แฮร์ไลน์ ช่วยเพิ่มแสงและเงาเพื่อให้ดูมีลักษณะเป็น 3 มิติยิ่งขึ้น

วิวัตนาการของความงดงาม ประกอบไปด้วย 5 อย่างดังนี้

“บุคลิกลักษณะของ Grand Seiko คือ ความจริงจัง ความเรียบง่าย และความแข็งแกร่งในแง่ของการใช้งาน นอกจากนี้ เครื่องคาลิเบอร์ใหม่ 9SA5 ยังเป็นกลไกระดับปฏิวัติวงการอีกด้วย ดังนั้นผมจึงต้องการนำการตีความใหม่มาสู่ดีไซน์การออกแบบ” Kiyotaka Sakai 

“ขาตัวเรือนของ Grand Seiko นั้น เดิมทีจะถูกยืดออกไปจนสุดปลายโดยมุ่งเน้นไปที่ความกลมกลืนในการสวมใส่และรูปลักษณ์ที่ดึงดูดใจของตัวเรือน ในการออกแบบเบื้องต้นของ Evolution 9 เรายังได้พิจารณาถึงการดัดโค้งขาตัวเรือนลงสู่ด้านล่างด้วย แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ตัดใจตัดส่วนปลายออกอย่างคมชัด” ขาตัวเรือนที่เฉียบคมทำให้เห็นถึงปรัชญาของรูปสลักซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะที่มีอิทธิพลต่อ Sakai

“วัสดุต่าง ๆ ที่มีน้ำหนักมากมักถูกใช้ในการสร้างรูปสลัก แต่งานที่ทำเสร็จแล้วจะต้องดูเบา และควรใช้รูปร่างที่ให้ความรู้สึกตึงแน่นมากกว่ารูปร่างที่ดูอ่อนและไม่กระชับ สำหรับรุ่นใหม่นี้ ผมต้องการสร้างตัวเรือนที่ให้ความรู้สึกมั่นคงแต่ดูมีน้ำหนักเบา” แต่ความรู้สึกเบาไม่ใช่สิ่งเดียวที่ Sakai ใช้ เพราะเขายังออกแบบลักษณะการตกแต่งให้เข้ากับยุคใหม่ด้วย

“ในดีไซน์ของ Evolution 9 ผมใส่ใจเป็นพิเศษในเรื่องแสงและเงา รุ่นก่อน ๆ ของ Grand Seiko มีการตกแต่งดุจกระจกเงาบนพื้นผิวกว้างเพื่อเน้นถึงความหรูหรา กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นดีไซน์และการตกแต่งที่จะเข้ากันได้ดีเมื่อสวมใส่กับชุดสูทในฉากการทำธุรกิจที่เป็นทางการ ในทางกลับกันสำหรับ Evolution 9 นั้นผมคิดว่าเหมาะกับฉากการทำธุรกิจที่มีความร่วมสมัยมากกว่า และผมต้องการสร้างนาฬิกาที่จะดูดีเมื่อสวมใส่กับเครื่องแต่งกายที่ดูกระฉับกระเฉงได้เท่าการสวมใส่กับชุดสูท”

ด้วยเหตุนี้ Sakai จึงลดการใช้ผิวตกแต่งดุจกระจกเงาซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในคุณลักษณะเฉพาะตัวของ Grand Seiko ดังที่เห็นได้ใน 44GS และแทนที่ด้วยการเพิ่มการตกแต่งแนวเส้นละเอียดแบบ แฮร์ไลน์ จุดมุ่งหมายของเขาไม่ได้อยู่ที่แนวเส้นแบบ แฮร์ไลน์ แต่เพื่อเน้นความคมชัดระหว่างแสงและเงา “ในการลดพื้นที่การตกแต่งแบบผิวกระจกเงาและเพิ่มพื้นที่ให้กับการตกแต่งแนวเส้นแบบ แฮร์ไลน์ นั้น เป้าหมายของผมก็คือ การทำให้ผิวตกแต่งแบบกระจกเงาของตัวเรือนมีความโดดเด่นยิ่งขึ้น การมีผิวตกแต่งแบบกระจกเงาที่น้อยกว่าเช่นนี้เน้นให้เห็นได้ชัดเจนกว่า คุณคิดอย่างนั้นไหม?” กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความสมดุลที่คมชัดซึ่งเป็นคุณลักษณหนึ่งของ Grand Seiko รุ่นล่าสุดนี้ถูกเน้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“ในตอนแรก ผมคิดว่าจะทำพื้นผิวด้านบนของวงขอบตัวเรือนให้เป็นแบบกระจกเงาด้วย แต่เนื่องจากพื้นผิวแบบกระจกเงาจะเก็บแสงและดูกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ผมจึงตัดสินใจเลือกการตกแต่งแนวเส้นแบบ แฮร์ไลน์ โดยออกแบบรูปทรงของแนวเส้นให้นาฬิกาดูน่าประทับใจยิ่งขึ้น ผมตั้งใจทำให้แนวเส้นมีความลึกมากขึ้นเพราะแนวร่องที่ตื้นจะทำให้นาฬิกาทั้งเรือนปรากฎเป็นสีขาวขุ่น” นอกจากนี้ ด้วยการตัดส่วนปลายของขาตัวเรือน นอกจากเขาจะรักษาความรู้สึกที่เป็น 3 มิติเอาไว้ได้อย่างชาญฉลาดแล้ว ลักษณะความเป็น 3 มิติของ Grand Seiko รุ่นล่าสุดเหล่านี้ยังดูเด่นชัดยิ่งขึ้นอีกด้วย

< II. วิวัฒนาการของความชัดเจนในการอ่านค่า >

หน้าปัดของ SLGH005 มีลายผิวแบบเบิร์ชสีขาวที่โดดเด่น แม้จะมีลายที่ชัดเจนเช่นนี้ แต่ความชัดเจนระดับสูงซึ่งเป็นหนึ่งในคุณลักษณะของ Grand Seiko ก็ไม่ได้สูญเสียไป นอกจากนี้ ส่วนปลายของเข็มนาทีและเข็มวินาทียังเป็นแนวโค้งเพื่อให้อ่านค่าได้ชัดเจนเมื่อมองจากแนวทแยง

หน้าปัดของ SLGA009 ซึ่งใช้เครื่อง Spring Drive 5 Days คาลิเบอร์ 9RA2 “ในดีไซน์แรกนั้น หลักชั่วโมงตำแหน่ง 12 นาฬิกาจะกว้างกว่านี้ แต่หลังจากทำการทดสอบหลายครั้ง ในที่สุดเราก็ใช้รูปร่างอย่างที่เห็นนี้” Sakai กล่าว

สร้างสรรค์ขึ้นบนรูปแบบของ Grand Seiko รุ่นแรก โดยออกแบบให้ความสมดุลของเข็มและหลักชั่วโมงมีความชัดเจนยิ่งขึ้น

Sakai กล่าวว่า เขาได้เรียนรู้จากความสมดุลอันเฉียบคมของเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีของ Grand Seiko รุ่นแรก เขาอธิบายว่า “ผมอยากให้มีความจริงแท้ตามหลักการออกแบบของ Grand Seiko ในขณะเดียวกันก็ลงลึกในด้านความชัดเจนต่อการอ่านค่าและลักษณะเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น”

สำหรับ Evolution 9 Style แล้ว การทำให้อ่านค่าได้ง่ายเป็นหนึ่งในคุณสมบัติหลักของ Grand Seiko สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตามาสู่นาฬิการุ่นนี้ก็คือ ความสมดุลอย่างชัดเจนของหลักชั่วโมงและเข็มชั่วโมงกับเข็มนาที

วิวัฒนาการของความชัดเจนในการอ่านค่า ประกอบไปด้วย 3 ส่วนดังนี้

“ผมต้องการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าในสิ่งที่ใช้เครื่องคาลิเบอร์ระดับสูงของ Grand Seiko” Sakai กล่าวถึงแผนของเขาในการทำให้หลักชั่วโมงตำแหน่ง 12 นาฬิกามีขนาดกว้างกว่าดีไซน์แบบเดิม “การทำให้หลักชั่วโมงกว้างขึ้นมาจากการที่ผมต้องการทำให้มันมีความโดดเด่นสะดุดตาและรู้ได้ในทันทีที่ได้เห็นว่านี่คือ Grand Seiko รุ่นใหม่ ผมต้องการเน้นย้ำว่า นี่ไม่ใช่เพียงแต่เป็นไอคอนชิ้นใหม่เท่านั้น แต่ยังเปี่ยมไปด้วยแก่นแท้ของ Grand Seiko นั่นก็คือ ฟังก์ชั่นในการใช้งาน”

ความชัดเจนสูงในการอ่านค่าของนาฬิกาถูกเน้นด้วยหลักชั่วโมงขนาดใหญ่และขนาดความกว้างที่ต่างกันของเข็มชั่วโมงกับเข็มนาที “ในระหว่างการลงลึกเข้าไปในฟังก์ชั่นการใช้งานต่าง ๆ ที่ Grand Seiko ต้องการนั้น ผมเกิดความคิดว่า อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความชัดเจนที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ซึ่งก็ทำให้ผมตระหนักรู้ว่าจะเป็นการดีกว่าถ้าจะปรับความกว้างของเข็มชั่วโมงและเข็มนาที ในดีไซน์ของแบบแรกนั้น ทั้งเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีมีส่วนปลายที่แหลม แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมคิด ดังนั้นผมจึงตัดสินใจตัดส่วนปลายของเข็มชั่วโมงเพื่อให้รับกับส่วนปลายของหลักชั่วโมง” เข็มชั่วโมงที่กว้างขึ้นช่วยให้ดูเวลาคร่าว ๆ ได้ในทันที และด้วยเข็มนาทีที่บางเฉียบ การมองในระดับที่ใกล้ขึ้นจะช่วยให้อ่านค่าเวลาได้แม่นยำยิ่งขึ้น นี่เป็นความคิดที่ลึกซึ้งในการออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งาน

นอกจากนี้ เข็มและหน้าปัดยังมีระดับที่ชิดกันมากขึ้นอีกด้วย ก่อนหน้านี้นาฬิกา Grand Seiko มีช่องว่างระหว่างเข็มและหน้าปัดอยู่มาก แต่ระยะห่างนั้นถูกทำให้ลดลงใน Evolution 9 อีกทั้งเพื่อให้อ่านค่าบนนาฬิกาจากแนวทแยงได้ง่ายขึ้น เข็มนาทีและเข็มวินาทีจึงถูกดัดโค้งเข้าหาหน้าปัดอย่างเห็นได้ชัด และ “ส่วนแนววงแหวน” ที่ลาดลงจากเส้นรอบวงของหน้าปัดสู่ด้านในซึ่งมีสเกลนาทีพิมพ์อยู่บนแนวลาดนั้นถูกติดตั้งเข้ามาเพื่อให้เข็มเข้าใกล้กับหลักสเกลมากที่สุด

< III วิวัฒนาการด้านความสบายในการสวมใส่ >

การนำคาลิเบอร์ 9SA5 ซึ่งมีขนาดบางกว่าเครื่อง 9S คาลิเบอร์ก่อน ๆ มาใช้ ทำให้นักออกแบบมอบตัวเรือนที่ค่อนข้างบางให้กับรุ่น SLGH005

นอกจากนี้ สายข้อมือยังมีความกว้างและความหนาที่เหมาะสมโดยแต่ละข้อถูกทำให้สั้นลง 1 มิลลิเมตร เพื่อให้สวมใส่ได้สบายยิ่งขึ้น

รุ่น SLGA009 ซึ่งใช้เครื่อง Grand Seiko Spring Drive 5 Days ใช้ดีไซน์ที่มีพื้นฐานเดียวกับรุ่น SLGH005 สายข้อมือที่ดูเหมือนเป็นข้อแบบ 3 แถวนั้น ที่จริงแล้วมีอยู่ 5 แถวเพราะมีแนวข้อแถวบาง ๆ 2 แถวขนาบประกบข้อกว้างแถวกลางเอาไว้ และเพื่อให้สวมใส่ได้สบายยิ่งขึ้น ข้อสายจะมีพื้นที่ขยับตัวที่เหมาะสม ซึ่งนี่ก็เป็นอีกธรรมเนียมปฏิบัติของ Grand Seiko ด้วยเช่นกัน

เครื่องเจเนอเรชั่นใหม่ทำให้ตัวเรือนขนาดบางซึ่งมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลงซึ่งให้ความสบายในการสวมใส่ที่เหนือกว่า ทั้งยังมีระยะห่างของขาตัวเรือนที่กว้างขึ้นด้วย

“44GS เป็นรุ่นที่ก่อให้เกิดรูปแบบ Grand Seiko Style ขึ้นมาในปี 1967 บรรจุเครื่องไขลานที่มีขนาดบาง ด้วยเหตุนี้จึงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องความสบายต่อการสวมใส่ในกระบวนการออกแบบ อย่างไรก็ตาม เมื่อกลายมาเป็นเครื่องอัตโนมัติและต้องมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ตัวเครื่องก็จะหนาขึ้น นี่คือเหตุผลที่เราต้องคิดถึงเรื่องความสบายในการสวมใส่”

วิวัฒนาการความสบายในการสวมใส่ประกอบไปด้วย 3 ส่วนดังนี้

แง่มุมแรกที่ Sakai พูดถึงก็คือ จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ เช่นเดียวกับรถยนต์ ยิ่งจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง ตัวนาฬิกาก็ยิ่งสั่นน้อยลง การวางตำแหน่งเครื่องให้ใกล้กับฝาหลังมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จะทำให้น้ำหนักของชิ้นส่วนหลักของ Evolution 9 อยู่ใกล้กับแขนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในนาฬิกา Grand Seiko รุ่นก่อน ๆ ซึ่งย้อนกลับไปได้ถึง 44GS นั้น ดีไซน์ทางด้านข้างของตัวเรือนจะแคบลงไปสู่ฝาหลัง แต่ครั้งนี้ นักออกแบบตั้งใจให้มีความหนาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย “การไม่ตัดเฉือนออกจากแนวขอบฝาหลังมากเกินไปจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงอยู่ในระดับต่ำ” Sakai อธิบาย กระจกรูปทรง 3 มิติก็เป็นอีกความพยายามที่จะลดจุดศูนย์ถ่วงลงด้วยเช่นกัน แม้ความแตกต่างที่เกิดขึ้นจริงจะมีเพียงเล็กน้อย แต่การใช้กระจกแซพไฟร์คริสตัลทรงกล่องหรือกระจกแซพไฟร์คริสตัลแบบแนวโค้งทั้ง 2 ฝั่งกระจกจะเก็บซ่อนความสูงของวงขอบตัวเรือนได้เป็นอย่างดีและทำให้ตัวเรือนโดยรวมดูบางลงอีกด้วย

สายข้อมือยังได้รับการออกแบบใหม่เพื่อครอบคลุมความใหม่ในทุกองค์ประกอบ ในรุ่นก่อนหน้านี้ ความกว้างของสายอยู่ที่ 20 มิลลิเมตร สำหรับตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 มิลลิเมตร แต่สำหรับ Evolution 9 นั้น ความกว้างของสายได้ถูกเพิ่มขึ้นเป็น 22 มิลลิเมตร การขยายขนาดสายให้กว้างขึ้นจะช่วยกระจายน้ำหนักของนาฬิกา และเพิ่มความสบายในการสวมใส่

“นอกจากการขยายความกว้างของสายแล้ว เรายังเปลี่ยนตำแหน่งการยึดด้วย ข้อสายแต่ละชิ้นถูกทำให้สั้นลง 1 มิลลิเมตรเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ๆ เพื่อให้สวมใส่ได้กระชับยิ่งขึ้น นอกจากนี้เรายังเพิ่มความหนาเพื่อให้ดูเหมือนว่าขาตัวเรือนและสายถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน” สายที่หนาขึ้นช่วยให้ความสมดุลระหว่างน้ำหนักของตัวนาฬิกาและสายดีขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าจะได้รับการออกแบบใหม่ตั้งแต่ต้นด้วยรหัสการออกแบบใหม่ แต่ Sakai ก็ยังคงรักษาความรู้สึกแบบ Grand Seiko ไว้ในสายของนาฬิกาได้เป็นอย่างดี “เรามอบการตกแต่งแนวเส้นละเอียดแบบ แฮร์ไลน์ ให้กับสายข้อมือ ในขณะที่ยังคงรักษาข้อสายที่ถูกตกแต่งผิวแบบกระจกเงาอย่างที่เคยใช้กับสายข้อมือรุ่นก่อน ๆ เอาไว้ ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อสืบทอดดีไซน์การออกแบบของ Grand Seiko ในอดีตให้ดำเนินต่อไป”

อ่านเรื่องราวอื่น ๆ ต่อ
    Current :
  • TH
  • EN